หลวงปู่ทองดี อนีโฆ เทศนาธรรมเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง นิโรธ ความดับทุกข์ //การปฏิบัติกรรมฐานทำไมไม่ก้าวหน้า

ณ บ้านพี่ใจ-พี่หมอ กรุงเทพฯ

 (ชื่อเรื่องผมเป็นคนกำหนดเองหลวงปุ่ฯท่านไม่ได้กำหนด ผมฟังแล้วเลยตั้งชื่อเองครับ หากผิดพลาดโปรดขออภัยครับ)

 

                                กรรมฐานบางคน ทำไมถึงไปได้ไว ทำกรรมฐานบางคนทำไมไปได้ช้า มันอยู่ที่บุญเก่าด้วย แล้วถ้าเรารู้จักอาราธนาองค์พระ เอาแต่เรานะ เอาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายมาเป็นตัวคุมอารมณ์ของเรา ให้คุมอารมณ์ของเรา อาราธนาคุณพระนี่แหละ มาเป็นตัวพุท มาเป็นตัวโธ ให้เรา ถ้าเราเอาคุณพระมาอยู่ในใจของเราได้ กิเลสทั้งหลายก็ไม่สามารถจะทำอะไรเราได้ เพราะว่าคุณพระได้ลงมารักษาเราแล้ว

                                ในธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีสติแล้วสมาธิมันจะเกิด ต้องเข้าใจว่าสมาธิของอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ นิโรธะ คือการดับสนิท การดับสนิทของนิโรธะนั้น แม้พวกเรานั่งอยู่ตรงนี้ เมื่อเรานั่งอยู่ตรงนี้ มันถึงความดับจนถึงฌานขั้นที่ ๕ ขั้นที่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนั้น ยังไม่เข้าถึงนิโรธะ ยังไม่เข้าถึงอารมณ์นิโรธ เพราะอะไร เพราะว่า จตุตถฌาน ที่เรายังรู้ว่าเป็นเอกัคคตารมณ์  ยังรู้ว่าไม่มีอารมณ์อะไรแต่มันยังไม่ดับ แต่เข้าถึงประจักษ์ฌานนั้น เราจะเห็นว่ามันไม่รู้อะไรเลย เปรียบประดุจดั่ง พระอรหันต์ท่านเข้านิโรธ พระอรหันต์ท่านเข้านิโรธนั้น ท่านจะนั่งแม้เวลาผ่านไป ๑๕ วัน ๑๐ วันก็แล้วแต่ ไม่กินน้ำ ไม่หิวข้าว ดับเวทนากาย ดับเวทนาทางใจ แล้วดับเวทนาทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ดับทั้งหมดในอายตนะ ทั้ง ๖ เมื่อดับทั้งหมดแล้ว แม้แต่ไฟจะลุกไหม้ ท่านก็ไม่มีความรู้สึกว่าร้อนว่าเย็น ว่าหนาว เพราะว่าอารมณ์นิโรธะถ้าเข้าถึงแล้ว เป็นเฉกเช่นนั้นก็เพราะท่านดับสนิท ถามว่าไฟไหม้ท่านไหม ไฟย่อมไหม้ท่าน หรือเกวียน ๕๐๐ เล่มเกวียน ท่านนั่งอยู่เกวียนผ่านไป ท่านย่อมไม่รู้สึกเหล่านั้น เพราะเข้าถึงอารมณ์นิโรธะ 

                                เราต้องฝึกฝนขั้นแรกนั้น เราต้องรู้จักทำใจ อย่างที่พระขวัญว่า สัมมาทิฐิ คือให้เห็นก่อนว่า คนเรานั้นเกิดมานั้น ย่อมมีแต่ความทุกข์ เมื่อเรามีแต่ความทุกข์ ทุกข์คืออะไร ทุกข์ก็คือ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ เมื่อไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เลยเรียกว่าทุกข์ หรือเรานั่งนานๆ ก็ทุกข์ หรือเราจะทำอะไรสักอย่างนึงที่นานๆ บางทีก็รู้สึกทุกข์ บางทีทำงานอยู่ประจำก็รู้สึกทุกข์ มันทุกข์พันแปดร้อยเก้าประการมันไม่เท่าอะไร ตัณหา กิเลส ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ยังอยากเข้ามาอยู่ในใจของเรานั้นตลอดเวลา แต่ทำไมเราไม่น้อมเอาคุณพระ นะโม นะโมนี่คือความนอบน้อมองค์พระพุทธเจ้าของเรา  เมื่อเรานอบน้อมพระพุทธเจ้า ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องกล่าว นะโม นะโม คือความนอบน้อม เมื่อเรามีโอกาสได้นอบน้อม องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าของเราแล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่ง พระสังฆเจ้าเป็นที่พึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งของเรา เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร ในเมื่อความขั่วทั้งหลายกิเลสทั้งหลายมันเข้ามาอยู่ในใจของเราได้ เราก็เอาศีลนี่แหละ เอาสติ เอาสมาธิ เอาปัญญานี่แหละ มองให้เห็นความเป็นจริงในสังขาร สังขารคือการปรุงแต่ง สังขารแปลว่าร่างกายของเรานี้ มันปรุงแต่งตลอดเวลา ตามอายตานะทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเรา

                                เมื่อมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว เราจะดับมันได้อย่างไร เราต้องดับด้วยปัญญา เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้น มีสติ มีสมาธิ สมาธิเอาตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ปฐมฌานมีอารมณ์ วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตารมณ์ เมื่อมีอารมณ์เฉกเช่นนี้แล้ว เทวดาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพรหมทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย ผู้บรรลุธรรมนั้นแล้ว หรือบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน  จตุตถฌานแล้ว เหล่าพรหม เหล่าเทพเทวาทั้งหลาย ก็จะมาอนุโมทนากับเรา เราลองศึกษาว่าพระในสมัยโบราณนั้น ท่านเดินธุดงค์อยู่ในป่า ท่านทำไมถึงไม่ตาย  ทำไมท่านถึงมีชีวิตรอด ทำไมท่านจึงมีความเด็ดเดี่ยว เพราะอะไร เพราะใจท่านนั้นเด็ดเดี่ยว ใจท่านมีพละมีกำลัง ที่จะต่อสู้กับอุปสรรคท่านยอมตายอยู่ เพราะอะไร ท่านยอมตาย ตายตอนธุดงค์หรือตอนไหน ท่านก็คิดว่า เกิดมาในโลกนี้ต้องตายอยู่แล้ว จะไปกลัวอะไรกับความตาย เมื่อไม่กลัวความตายแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเราเบื้องหน้ามันจะตายก็ปล่อยมัน มันไม่ตายวันนี้ วันหน้ามันอาจจะตาย ทุกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ว่า รูปบังคับไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวตนของเรา เวทนาบังคับไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ตัวตนของเรา สัญญาบังคับไม่ได้เพราะไม่ใช่ตัวตนของเรา สังขารบังคับไม่ได้เพราะไม่ใช่ตัวตนของเรา วิญญาณบังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวตนของเรา ในขณะนั้นปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้สำเร็จอริยมรรค อริยผล  เหมือนพวกเราตอนนี้กำลังฟังธรรมกันอยู่

                            เมื่อพวกเราทั้งหลายกำลังฟังธรรมกันอยู่ขณะนี้ เป็นการดีคือ ได้ปฏิบัติธรรม และได้น้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติ เคยสอนมาในโปรแกรมไลน์มาว่า แค่พุทโธ ก็ได้บุญแล้ว แค่เราตั้งจิตสติ รู้ว่านั่งหายใจเข้ายาวๆพุท หายใจยาวๆออกว่า โธ แค่นี้ก็ได้บุญมหาศาล และก็จิตของเราขณะนั้นมันไม่มีเจตสิก ๘๑ดวง ๑๒๑ ดวง เข้ามาครอบงำ มันมีแต่จิตอันเป็นสุข คือ จิตที่มันประกอบด้วยความสุขที่มันเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ ถ้าเรานั่งกรรมฐานสัก๑ ชั่วโมง สองชั่วโมง บางคนนั้นประพฤติปฏิบัติดี นั่งกรรมฐานแล้วมีความสุข เมื่อมีความสุขแล้วไม่อยากออกจากกรรมฐาน เพราะอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์สุข

                          พระพุทธเจ้ายังทรงติเตียนอีกว่า อย่าไปติดสุข ถ้าเรามัวแต่ไปติดสุข ถึงเราจะได้สมาธิขั้นสูงแต่ถ้าเราติดสุขเราก็ไม่สามารถจะเดินทางไปได้ เราต้องใช้ปัญญาน้อมนำมองให้เห็นความเป็นจริงในกฎของพระไตรรัตน์  คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่แน่นอน เรานั้นเกิดมามีสังขารได้นั้น เพราะอาศัยบุญเก่าของเรา ที่เคยกระทำมาในอดีตชาติของเราและเราได้เกิดมามาพบกับพระพุทธศาสนา เมื่อเราปฏิบัติแล้ว มันจะเห็นเทพเทวดา เห็นภูมิภพภูมิหนึ่งที่เราไปบอกกับเขาว่าเรานั่งเห็นโน้นนั่งเห็นนี่ ถ้าคนไม่เข้าใจไม่ศึกษาธรรมะ ไม่ปฏิบัติ ก็ย่อมจะหาว่าเราบ้าเราเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเราคุยกับคนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยกัน ย่อมเข้าใจซึ่งกันและกันเปรียบประดุจดั่งว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น มีอารมณ์รู้อารมณ์เดียวกันอย่างเช่น พระโสดาบัน นั้นก็รู้อารมณ์ของพระโสดาบัน พระโสดาบันย่อมไม่รู้อารมณ์ของพระสกิทาคามีได้ พระสกิทาคามีย่อมไม่รู้อารมณ์พระอนาคามีได้ พระอนาคามีย่อมไม่สามารถรู้อารมณ์ ของพระอรหันต์ได้ เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเรารู้อารมณ์เดียวกันมันเกิดขึ้น มีปิติย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติทุกคน ไม่มีใครที่ประพฤติปฏิบัติแล้วปิติจะไม่เกิด ซึ่งปิติย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน บางทีเราอาจจะเห็นเป็นรูปพระพุทธเจ้าหรือบางครั้งเห็นเป็นพระพุทธรูปนั่นแสดงว่าพระมาโปรดเราแล้ว ที่เรียกว่าพระมาโปรด เราก็จับภาพนั้นไว้เป็นอารมณ์ เรียกว่าพุทธานุสติกรรมฐานมาเป็นอารมณ์ เมื่อเราทำได้เฉกเช่นนั้นแล้ว เรามีความคิดนึกอยู่ตลอดเวลา ยืนก็รู้ นั่งก็รู้ เดินก็รู้ ตื่นก็รู้ และจับภาพนั้นเป็นอารมณ์เวลานั่งพระกรรมฐาน เราอาราธนาบารมีขององค์พระนั่นแหละ เราอยากรู้อะไร เราอยากเห็นอะไร ก็อาราธนาพระให้ท่านบอกกับเราลองถูกลองผิดว่ามันจะจริงหรือไม่จริงเราไม่สามารถจะรู้ได้ เราก็ต้องถามครูบาอาจารย์ในสิ่งที่เราเห็นเรารู้ แต่เราอย่าไปถามคนที่ไม่รู้เรื่องมันจะคอยให้เขาเป็นบาปก็เพราะเรา เพราะว่าเรานั้นเป็นผู้มีบุญ  ถ้าเราไปเล่าให้กับคนที่มีบาปมันฟัง มันฟังก็จะตกนรกหมกไหม้ไปในอเวจี เพราะดูถูกธรรมะที่เราได้แล้วหรือดูถูกธรรมะที่เกิดขึ้นกับเรา ก็ขอฝากไว้กับทุกคนทุกผู้ปฏิบัติเทอญ.........

*********************************************************************************************************************************************